Microsoft ออกมาแชร์แนวทางอย่างเป็นทางการในการประหยัดพื้นที่ดิสก์บน Windows 10 และ Windows 11 โดยยืนยันว่าผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมล้างเครื่องจากภายนอก เพราะภายในระบบปฏิบัติการมีเครื่องมือฟรีที่ติดมากับ Windows อยู่แล้ว ซึ่งสามารถช่วยคืนพื้นที่ว่างได้หลายกิกะไบต์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ในปัจจุบัน ผู้ใช้งานจำนวนมากนิยมใช้โปรแกรมล้างไฟล์ขยะหรือทำความสะอาดพีซีจากผู้พัฒนาภายนอก เช่น เครื่องมือสำหรับลบไฟล์ชั่วคราว แคช หรือไฟล์ที่ไม่จำเป็น รวมถึงแอปที่เป็นที่ถกเถียงอย่าง CCleaner อย่างไรก็ตาม Microsoft ระบุว่า การทำความสะอาดระบบในลักษณะนี้ แตกต่างจากการติดตั้ง Windows ใหม่แบบ Clean Install ซึ่งจะเป็นการลบระบบทั้งหมดแล้วลงใหม่ ขณะที่การล้างไฟล์ขยะเป็นเพียงการลบไฟล์ชั่วคราวที่สะสมและกินพื้นที่ดิสก์เท่านั้น
แม้ว่า Microsoft จะมีแอปอย่าง Microsoft PC Manager สำหรับช่วยดูแลประสิทธิภาพเครื่อง แต่แอปดังกล่าวก็เคยถูกวิจารณ์ในหลายประเด็น ทำให้ Microsoft หันมาเน้นย้ำว่า เครื่องมือที่ติดมากับ Windows เองก็เพียงพอสำหรับการดูแลพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแล้ว
เครื่องมือหลักที่ Microsoft แนะนำ
Microsoft ได้อธิบายรายละเอียดการใช้งานเครื่องมือสำคัญภายใน Windows ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ฟรี ได้แก่
1. Storage Sense
Storage Sense เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยจัดการพื้นที่ดิสก์แบบอัตโนมัติ โดยจะลบไฟล์ที่ไม่จำเป็น เช่น ไฟล์ชั่วคราว และไฟล์ในถังรีไซเคิล (Recycle Bin) เพื่อคืนพื้นที่ว่างให้กับไดรฟ์ระบบ หรือไดรฟ์ C: โดยค่าเริ่มต้น Storage Sense มักจะยังไม่ถูกเปิดใช้งาน ผู้ใช้สามารถเข้าไปเปิดได้ที่
Settings > System > Storage จากนั้นเปิดสวิตช์ Storage Sense เป็น “On”
2. Disk Cleanup
Disk Cleanup เป็นเครื่องมือคลาสสิกที่ช่วยล้างพื้นที่ว่างบนไดรฟ์ต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด ระบบจะสแกนไดรฟ์ที่เลือก เช่น ไดรฟ์ C: แล้วแสดงรายการไฟล์ที่สามารถลบได้ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกตามความต้องการ
Microsoft ระบุว่า หากเลือกใช้ตัวเลือกขั้นสูง “Clean up system files” ผู้ใช้สามารถคืนพื้นที่ว่างได้หลายกิกะไบต์ เนื่องจากจะรวมถึงไฟล์จากการอัปเดต Windows (Windows Update Cleanup), Delivery Optimization Files, DirectX Shader Cache และไฟล์ระบบอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับการลบ System Restore Points และ Volume Shadow Copies ซึ่ง Microsoft ไม่แนะนำให้ลบ เว้นแต่ผู้ใช้จะมีเหตุผลเฉพาะ เนื่องจากไฟล์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการกู้คืนระบบในกรณีเกิดปัญหา
Microsoft ยังเตือนให้ผู้ใช้ตรวจสอบตัวเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เนื่องจากในอดีตเคยมีกรณีที่ระบบพยายามลบโฟลเดอร์ Downloads ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลสำคัญสูญหายได้
3. การลบไฟล์ชั่วคราวในโฟลเดอร์ Temp
Microsoft ยังแนะนำให้ผู้ใช้ลบไฟล์ชั่วคราวจากโฟลเดอร์ Temp ด้วยตนเองในบางกรณี แม้ว่า Windows จะพยายามลบไฟล์เหล่านี้ให้อัตโนมัติเมื่อโปรแกรมทำงานเสร็จ แต่บางครั้งไฟล์อาจตกค้างและสะสมจนกินพื้นที่ดิสก์ได้
สิ่งที่ไม่แนะนำให้ทำ
ผู้ใช้งานบางรายนิยมลบไฟล์ในโฟลเดอร์ Prefetch ที่อยู่ใน C:\Windows\Prefetch แต่ไม่ควรทำ เนื่องจากไฟล์เหล่านี้ช่วยให้ระบบเปิดโปรแกรมได้เร็วขึ้น ลดภาระของ CPU และการลบออกแทบไม่ช่วยประหยัดพื้นที่มากนัก โดยส่วนใหญ่จะได้พื้นที่คืนเพียงประมาณ 10–15 MB เท่านั้น
สรุป
Microsoft ย้ำชัดว่า Windows 10 และ Windows 11 มีเครื่องมือดูแลพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ครบถ้วนและปลอดภัยอยู่แล้ว ผู้ใช้งานสามารถคืนพื้นที่ว่างได้หลายกิกะไบต์โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เสริมจากภายนอก เพียงใช้งาน Storage Sense, Disk Cleanup และจัดการไฟล์ชั่วคราวอย่างถูกวิธี ก็เพียงพอสำหรับการดูแลระบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
ที่มา neowin



