Microsoft ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า Windows 11 กำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน และให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจังในปี 2026 โดยมุ่งเน้นไปที่ “ปัญหาหลัก (Pain Points)” ที่ผู้ใช้สะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเสถียร และประสบการณ์ใช้งานโดยรวม
ตลอดช่วงที่ผ่านมา Windows 11 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ตั้งแต่การเพิ่มฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ไม่ได้ร้องขอ การอัปเดตที่ก่อให้เกิดบั๊กจำนวนมาก ไปจนถึงความรู้สึกว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการใส่ฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ มากกว่าการแก้ปัญหาพื้นฐานของระบบ ส่งผลให้ความไม่พอใจของผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กระแสตอบรับเชิงลบถึงขั้นทำให้ผู้บริหารของ Microsoft ต้องปิดการแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียบางช่องทาง ยิ่งตอกย้ำความกังวลของผู้ใช้ว่าความเห็นและข้อร้องเรียนอาจไม่ได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ล่าสุด Pavan Davuluri หัวหน้าฝ่าย Windows ของ Microsoft ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Verge ยืนยันว่าบริษัทรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว และพร้อมจะปรับทิศทางการพัฒนา Windows ใหม่
Davuluri ระบุว่า ข้อเสนอแนะจากชุมชนผู้ใช้และ Windows Insiders ชัดเจนมากว่า Microsoft จำเป็นต้องปรับปรุง Windows ในสิ่งที่ “มีความหมายต่อผู้ใช้งานจริง” โดยในปี 2026 บริษัทจะโฟกัสไปที่การแก้ไขปัญหาหลักที่ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ ได้แก่
-
การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ
-
การปรับปรุงความเสถียรและความน่าเชื่อถือ
-
การยกระดับประสบการณ์ใช้งานโดยรวมของ Windows
นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่าทีมพัฒนาได้รับเสียงบ่นจาก Windows Insiders จำนวนมาก เกี่ยวกับคุณภาพของโปรแกรมทดสอบที่ลดลง รวมถึงความรู้สึกหมดไฟและความกระตือรือร้นที่ไม่เหมือนในอดีต
แม้คำประกาศของ Microsoft จะช่วยสร้างความหวังให้กับผู้ใช้บางส่วน แต่หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามว่า บริษัทจะสามารถทำได้จริงมากน้อยเพียงใด เนื่องจากช่วงต้นปี 2026 โดยเฉพาะเดือนมกราคม ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ Windows มีปัญหาบั๊กมากที่สุดในรอบหลายปี
สุดท้ายแล้ว ความเชื่อมั่นของผู้ใช้จะกลับคืนมาได้หรือไม่ คงต้องพิสูจน์ผ่านการลงมือทำมากกว่าคำสัญญา และปี 2026 จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า Microsoft ยังสามารถกอบกู้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของ Windows 11 กลับมาได้จริงหรือไม่
ที่มา neowin



