Microsoft ออกแพตช์ฉุกเฉิน! แก้ช่องโหว่ Windows ที่กำลังถูกโจมตีจริง

Microsoft ออกแพตช์ฉุกเฉิน! แก้ช่องโหว่ Windows ที่กำลังถูกโจมตีจริง


Microsoft ออกแพตช์ความปลอดภัยฉุกเฉินสำหรับช่องโหว่ CVE-2026-68820 ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับรุนแรงสูงในไดรเวอร์ Windows Ancillary Function สำหรับ WinSock โดยสิ่งที่น่ากังวลคือ ช่องโหว่นี้ไม่ได้เป็นเพียงช่องโหว่ที่ค้นพบใหม่เท่านั้น แต่มีรายงานว่า กำลังถูกนำไปใช้โจมตีระบบจริงแล้ว (Exploited in the Wild)

ดังนั้น ผู้ดูแลระบบ Windows ควรเร่งติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยโดยเร็ว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบจะถูกโจมตี

CVE-2026-68820 คืออะไร?

CVE-2026-68820 เป็นช่องโหว่ในส่วนของ Windows ที่เกี่ยวข้องกับ Ancillary Function Driver สำหรับ WinSock ซึ่ง Microsoft จัดให้อยู่ในระดับ High Severity

ช่องโหว่นี้ได้รับคะแนน CVSS 7.0 / 6.1 สะท้อนว่ามีผลกระทบต่อความปลอดภัยในระดับสูง แม้ว่าการโจมตีจะมีความซับซ้อนค่อนข้างมากก็ตาม

Microsoft ระบุว่า การโจมตีให้สำเร็จต้องอาศัยเงื่อนไขบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้โจมตี จึงไม่ใช่ช่องโหว่ที่สามารถโจมตีได้สำเร็จทันทีทุกครั้ง

ผู้โจมตีอาจจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของระบบเป้าหมาย ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของการโจมตี หรือในบางกรณีอาจต้องแทรกตัวเข้าไปในเส้นทางเครือข่ายระหว่างเครื่องเป้าหมายกับทรัพยากรที่ผู้ใช้งานร้องขอ เพื่อดักอ่านหรือแก้ไขข้อมูลการสื่อสาร ซึ่งมีลักษณะคล้ายการโจมตีแบบ Man-in-the-Middle (MITM)

แม้ว่าช่องโหว่นี้จะมีความซับซ้อนในการโจมตีค่อนข้างสูง แต่ Microsoft ยืนยันว่า พบการนำ CVE-2026-68820 ไปใช้โจมตีจริงในระบบที่ใช้งานอยู่แล้ว

ผู้โจมตีที่สามารถยืนยันตัวตนภายในเครื่องได้ หรือ Locally Authenticated Attacker สามารถเรียกใช้โปรแกรมเพื่อกระตุ้นให้เกิดช่องโหว่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบจากผู้ใช้งาน

หากการโจมตีประสบความสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถทำ Privilege Escalation หรือยกระดับสิทธิ์ของตนเองขึ้นเป็นระดับ SYSTEM

สิทธิ์ระดับ SYSTEM ถือเป็นหนึ่งในระดับสิทธิ์สูงสุดของ Windows ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงและดำเนินการกับทรัพยากรสำคัญของระบบได้ในระดับสูง

Windows รุ่นใดได้รับผลกระทบบ้าง?

ช่องโหว่ CVE-2026-68820 ส่งผลกระทบต่อ Windows หลายรุ่น ได้แก่

  • Windows 10: เวอร์ชัน 1607 ถึง 22H2

  • Windows 11: เวอร์ชัน 23H2 ถึง 26H1

  • Windows Server: ตั้งแต่ Windows Server 2012 ไปจนถึง Windows Server 2025

ดังนั้น องค์กรที่มีการใช้งาน Windows รุ่นดังกล่าว โดยเฉพาะระบบที่มีเครื่องจำนวนมาก ควรตรวจสอบสถานะการอัปเดตของอุปกรณ์โดยเร็ว

Microsoft แนะนำให้ทำอย่างไร?

สำหรับผู้ดูแลระบบ Microsoft แนะนำให้ดำเนินการติดตั้งแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้โดยเร็ว โดยสามารถเลือกดำเนินการได้ 2 แนวทาง ได้แก่

1. ติดตั้งแพตช์แบบ Standalone

ดาวน์โหลดและติดตั้งอัปเดตเฉพาะสำหรับ CVE-2026-68820 ผ่านหน้า Microsoft Security Response Center (MSRC)

2. ติดตั้ง August Patch Tuesday

ติดตั้งชุดอัปเดตความปลอดภัย August Patch Tuesday ซึ่งรวมการแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวไว้ด้วย

Microsoft ยังไม่ได้ออกวิธีแก้ไขชั่วคราว หรือ Workaround สำหรับช่องโหว่นี้ และไม่มีตัวเลือกสำหรับปิดการแก้ไขผ่าน Registry หรือ Registry Opt-out

ดังนั้น สำหรับระบบที่ได้รับผลกระทบ การติดตั้งแพตช์ที่ Microsoft ออกให้จึงเป็นแนวทางหลักในการป้องกันช่องโหว่นี้

ข้อมูลจาก Microsoft ระบุว่า ช่องโหว่ดังกล่าวถูกค้นพบโดยได้รับความช่วยเหลือจากนักวิจัยด้านความปลอดภัย 2 รายจาก Check Point ได้แก่

  • Moshe Marelus

  • David Driker

ทั้งสองมีส่วนในการช่วยค้นพบช่องโหว่ที่นำไปสู่การออกแพตช์ความปลอดภัยในครั้งนี้

สรุป

แม้ CVE-2026-68820 จะมีความซับซ้อนในการโจมตีในระดับสูง แต่การที่ Microsoft ยืนยันว่า ช่องโหว่นี้กำลังถูกนำไปใช้โจมตีจริง (Exploited in the Wild) ทำให้ความเสี่ยงไม่ควรถูกมองข้าม

โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้งาน Windows 10, Windows 11 หรือ Windows Server ในระบบจำนวนมาก ควรตรวจสอบเวอร์ชันของระบบและสถานะการอัปเดต พร้อมติดตั้งแพตช์ความปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบรายละเอียดของ CVE-2026-68820 และอัปเดตความปลอดภัยได้ผ่าน Microsoft Security Response Center (MSRC)

 

ที่มา neowin


Windows 11 Canary build 25370 เพิ่มการเข้ารหัส vTPM, WPA3 Wi-Fi และเพิ่มประสิทธิภาพ
Microsoft ได้เปิดตัว Windows 11 build ล่าสุดสำหรับ Insiders บนช่องทาง Canary แล้ววันนี้บิลด์ใหม่ 25370 เพิ่มการรองรับ virtual TPM (vTPM) ใน Hyper-V ...
รายงานเตือน!!  Windows 11 อาจลดประสิทธิภาพ PC ของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว
ประสิทธิภาพที่ไม่ดีนักของโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 9000 ซีรีส์ ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดได้เปิดเผยปัญหาที่ซับซ้อน ขณะที่นักรีวิวบางรายพบว่าประสิทธิภาพดีขึ้น...
สิ้นสุดยุค Office Online Server องค์กรต้องย้ายไป Microsoft 365
Microsoft ประกาศยุติการให้บริการ Office Online Server (OOS) อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม 2026 ปิดฉากหนึ่งในโซลูชันสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการใ...

Quote

Line

Call