Microsoft เพิ่งปล่อย Patch Tuesday สำหรับ Windows 11 ได้แก่ อัปเดต KB5094126 และ KB5093998 ตามด้วยอัปเดตเพิ่มเติมอีก 3 รายการ คือ KB5094149, KB5095971 และ KB5094156 แต่การอัปเดตครั้งนี้กลับมาพร้อมกับปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนไม่ได้คาดคิด
ก่อนหน้านี้มีรายงานจากผู้ใช้ในโลกออนไลน์ว่าพบปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น OneDrive และ Dropbox เข้าไม่ได้, BitLocker ล็อกตัวเองขอ Recovery Key, ไปจนถึงหน้าจอสีน้ำเงิน (BSOD) และระบบค้าง แม้ Microsoft จะยังไม่ยืนยันปัญหาเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ
ล่าสุดทาง Microsoft ได้ออกมายืนยันบั๊กใหม่อีกหนึ่งรายการ นั่นคือ ซอฟต์แวร์ของผู้พัฒนาภายนอก (third-party) บางตัว ไม่สามารถเปิดแอป Microsoft Office หรือเปิดไฟล์เอกสาร Office ได้ หลังจากติดตั้งอัปเดตนี้ และปัญหาส่งผลทั้ง Windows 11 และ Windows 10
ต้นเหตุอยู่ที่เทคโนโลยีที่ชื่อว่า OLE Automation เป็นระบบที่ช่วยให้แอปพลิเคชันต่าง ๆ สั่งงานกันและกันได้โดยอัตโนมัติ เช่น ให้โปรแกรมบัญชีสั่งเปิดไฟล์ Excel หรือส่งข้อมูลไปยัง Word โดยตรง ปัญหาคือหลังอัปเดต ซอฟต์แวร์ที่ใช้ช่องทางนี้อาจพบว่า Office ไม่เปิดขึ้นมา หรือไฟล์ไม่ถูกโหลด โดยไม่มีข้อความแจ้งเตือนใด ๆ ทำให้ยากต่อการคาดเดาสาเหตุการบั๊ก
ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ
บั๊กนี้กระทบกับแอปที่ใช้ OLE Automation เชื่อมต่อกับ Word, Excel, PowerPoint, Access และโปรแกรมอื่น ๆ ในชุด Office รายชื่อซอฟต์แวร์ที่ Microsoft ยืนยันแล้ว ได้แก่:
-
ระบบบัญชีและภาษี: CCH Engagement, Workpaper Manager
-
ซอฟต์แวร์คลินิกทันตกรรม: Dentrix, SoftDent
-
เครื่องมือจัดการงานวิจัย: Zotero
-
รวมถึงแอปพลิเคชันธุรกิจอื่น ๆ ที่ใช้ระบบเชื่อมต่อในลักษณะเดียวกัน
แก้ไขชั่วคราวได้อย่างไร?
วิธีแก้เบื้องต้น: เปิดไฟล์ Office หรือแอป Office โดยตรง แทนที่จะเปิดผ่านโปรแกรมของบุคคลที่สาม เช่น ดับเบิลคลิกไฟล์ .docx หรือเปิด Word แล้วค่อยโหลดไฟล์ด้วยตัวเอง
สำหรับองค์กรและระบบ IT: ที่ได้รับผลกระทบ Microsoft แนะนำให้ผู้ดูแลระบบติดต่อ Microsoft Support for Business เพื่อขอแนวทาง mitigation เพิ่มเติมสำหรับการใช้งานในระดับองค์กร
ขณะนี้ยังไม่มีแพตช์แก้ไขถาวร แต่ Microsoft ยืนยันว่าทีมวิศวกรกำลังเร่งดำเนินการ และจะปล่อยอัปเดตแก้ไขใน Windows เวอร์ชันถัดไป
ที่มา neowin



