Microsoft เดินหน้าอัปเดต Windows 11 อย่างต่อเนื่อง โดยรอบล่าสุดนี้ได้เพิ่มทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบภายใน และฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การใช้งานลื่นไหลมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือโหมดใหม่ที่ชื่อว่า Low Latency Profile ที่เริ่มทยอยให้ผู้ใช้ Windows 11 ทุกคนใช้งานแล้ว
Low Latency Profile คืออะไร?
Low Latency Profile เป็นโหมดประสิทธิภาพแบบพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความ “ตอบสนองไว” ของระบบ Windows 11 โดยระบบจะเร่งความเร็วของ CPU ไปที่ระดับสูงสุดในช่วงสั้น ๆ เมื่อมีการทำงานสำคัญ เช่น
-
เปิดแอปพลิเคชัน
-
เปิดเมนู Start
-
เปิด Search หรือ Action Center
-
แสดงผล UI ของระบบ
ผลลัพธ์คือระบบสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้น แอปเปิดไวขึ้น และการแสดงผลส่วนต่าง ๆ ของ Windows ดูลื่นไหลมากขึ้น แม้ Microsoft จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกทั้งหมดของฟีเจอร์นี้
แม้ฟีเจอร์นี้จะถูกเพิ่มเข้ามาแล้ว แต่ Microsoft ยังไม่ได้ระบุข้อมูลเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และไม่มีการกล่าวถึงชื่อ “Low Latency Profile” ใน Release Notes อย่างเป็นทางการ
โดย Microsoft ระบุเพียงว่า การอัปเดตนี้ช่วย
“เร่งการเปิดแอป และประสบการณ์หลักของระบบ เช่น Start menu, Search และ Action Center”
นอกจากนี้ ฟีเจอร์บางอย่างอาจไม่ได้เปิดใช้งานอัตโนมัติ และถูกปล่อยแบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual rollout)
วิธีเปิดใช้งาน Low Latency Profile (ถ้ายังไม่เปิดอัตโนมัติ)
ผู้ใช้บางรายอาจต้องเปิดใช้งานเองผ่านเครื่องมือ ViVeTool โดยมีขั้นตอนดังนี้:
-
ดาวน์โหลด ViVeTool จาก GitHub และแตกไฟล์ไว้ในโฟลเดอร์ที่ต้องการ
-
เปิด Command Prompt แล้วใช้คำสั่งไปยังโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ เช่น CD C:\Vive
-
พิมพ์คำสั่งเป็น vivetool /enable /id:58989092 แล้วกด Enter
-
รีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากรีสตาร์ท สามารถตรวจสอบการทำงานของ CPU ผ่าน Task Manager ขณะเปิด Start menu หรือ Action Center ได้ โดยจะเห็นว่าความเร็ว CPU พุ่งสูงขึ้นชั่วคราวก่อนกลับสู่ระดับปกติ
สรุป
การอัปเดต Windows 11 รอบนี้เน้นการ “เพิ่มความเร็วและความลื่นไหล” ของระบบเป็นหลัก โดยเฉพาะ Low Latency Profile ที่ช่วยให้การเปิดแอปและการใช้งาน UI ตอบสนองได้เร็วขึ้น แม้จะยังมีรายละเอียดภายในที่ Microsoft ไม่เปิดเผยทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการปรับปรุงประสิทธิภาพ Windows 11 ในปี 2026
ที่มา neowin



