Microsoft เดินหน้าพัฒนา OneDrive อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดเผยทิศทางนวัตกรรมครั้งใหญ่ ที่มุ่งเปลี่ยน OneDrive จาก “พื้นที่เก็บไฟล์” ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางการทำงานอัจฉริยะ” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และควบคุมข้อมูลได้ดียิ่งกว่าเดิม
Microsoft ระบุชัดว่าเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ “ไฟล์ทำงานเพื่อคุณ” ไม่ใช่ให้ผู้ใช้ต้องเสียเวลาจัดการไฟล์เองเหมือนในอดีต โดย OneDrive ถูกยกระดับให้เป็น Intelligent Layer ที่สามารถดึงข้อมูลสำคัญขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติ ลดงานซ้ำซ้อน และช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของ Microsoft 365 ที่เน้นการผสาน AI และ Workflow เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลและทำงานได้ในบริบทเดียว
Agentic AI บน SharePoint เพื่อการจัดการเนื้อหาอัจฉริยะ
ระบบ AI ของ Agentic สำหรับไฟล์ในไลบรารีเอกสาร SharePoint
Microsoft เดินหน้าพัฒนา SharePoint ด้วยความสามารถ Agentic AI สำหรับไฟล์ใน Document Libraries เพื่อยกระดับการค้นหา ทำความเข้าใจ และจัดการข้อมูลให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ Microsoft ได้เปิดตัวฟีเจอร์ “AI Actions” ใน Document Libraries ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเนื้อหา รับคำตอบ และดำเนินการกับไฟล์ได้โดยตรงผ่าน AI
ต่อมาในเดือนมีนาคม ได้เพิ่มความสามารถให้ AI ใน SharePoint รองรับการใช้ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) ไม่เพียงเพื่อเข้าใจเนื้อหา แต่ยังสามารถสร้างและจัดการระบบการทำงานรอบเอกสารได้ เช่น หน้าเพจ รายการข้อมูล (Lists) ไลบรารี และเวิร์กโฟลว์เอกสาร
ล่าสุด Microsoft ได้ต่อยอดความสามารถเพิ่มเติม โดยเน้นการช่วยองค์กรทำงานกับข้อมูลได้อย่างครบวงจร ได้แก่
-
การดึงบริบทข้อมูลร่วมกัน (Shared Context)
-
การสร้างทักษะเวิร์กโฟลว์แบบนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (Reusable Skills)
-
การสร้างเอกสาร งานนำเสนอ สเปรดชีต และไฟล์โครงสร้างอื่น ๆ จากข้อมูลที่มีอยู่ใน SharePoint
โดยรวมแล้ว ความสามารถใหม่นี้ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลได้แม่นยำขึ้น เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น จัดระเบียบข้อมูลได้ดีขึ้น และสามารถสร้างผลงานใหม่จากข้อมูลเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สั่งให้ SharePoint สร้างเอกสารจากไฟล์ที่บันทึกไว้ในเว็บไซต์ของคุณ
ยกระดับประสบการณ์การทำงานด้วย AI ใน OneDrive
ปัจจุบัน OneDrive ได้ผสาน AI เข้ามาในประสบการณ์การใช้งานไฟล์ประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ AI ได้ผ่านไอคอน Copilot ภายใน OneDrive เพื่อช่วยให้การทำงานกับเอกสารสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
ผู้ใช้งานสามารถสรุปเนื้อหาเอกสาร งานนำเสนอ PDF และรูปภาพได้ทันที รวมถึงสามารถถามคำถามเกี่ยวกับไฟล์ เปรียบเทียบเวอร์ชันเพื่อดูความเปลี่ยนแปลง สรุปการประชุมจากไฟล์บันทึก และดึงข้อมูลสำคัญจากภาพไวท์บอร์ดได้โดยตรง
นอกจากนี้ OneDrive ยังรองรับความสามารถ AI ในหลายส่วน เช่น
-
การตรวจสอบ PDF บนเว็บ
-
การอ่านข้อความจากภาพ (OCR) บนมือถือ
-
การค้นหาเชิงความหมาย (Semantic Search)
-
ฟีเจอร์ Ask Copilot ใน File Explorer
ความสามารถทั้งหมดนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้เร็วขึ้น เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และดำเนินการต่อกับไฟล์ได้ทันที โดยไม่ต้องออกจากขั้นตอนการทำงานเดิม
![]()
ไอคอน Copilot ใน OneDrive สำหรับประสบการณ์การใช้งานบนเว็บ
รองรับ Markdown (.md) ใน OneDrive และSharePoint
Microsoft กำลังทยอยเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์ใหม่ใน OneDrive และ SharePoint โดยเพิ่มการรองรับไฟล์ Markdown (.md) อย่างเป็นทางการในสถานะ General Availability
การอัปเดตนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง ดู และแก้ไขไฟล์ Markdown ได้โดยตรงภายใน OneDrive และ SharePoint โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดไฟล์หรือสลับไปใช้เครื่องมือภายนอก ทำให้การทำงานผ่านเบราว์เซอร์เป็นไปอย่างต่อเนื่องมากขึ้น
ด้วยการรองรับ Markdown ผู้ใช้สามารถจัดการไฟล์ .md ควบคู่ไปกับเอกสารประเภทอื่นได้ในระบบเดียว ช่วยลดความซับซ้อนในการทำงาน และเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการเนื้อหา โดยเฉพาะงานด้านเอกสารเชิงเทคนิคหรือการจดบันทึกที่ใช้ Markdown เป็นหลัก

ดู สร้าง และแก้ไขไฟล์ .md ใน OneDrive และ SharePoint
ตรวจสอบไฟล์ PDF ด้วย Copilot ใน OneDrive และ SharePoint เวอร์ชันเว็บ
Microsoft เปิดให้ใช้งาน Copilot ใน PDF Viewer ของ OneDrive และ SharePoint บนเว็บอย่างเป็นทางการ (General Availability) แล้ว
ผู้ใช้งานสามารถเลือกข้อความภายใน PDF คลิกขวา และเรียกใช้ AI Actions ได้ทันทีจากเมนูบริบท (Context Menu) รวมถึงสามารถพิมพ์คำถามหรือ Prompt เฉพาะเพื่อให้ Copilot ช่วยวิเคราะห์หรือสรุปเนื้อหาได้ตามต้องการ ทำให้การทำงานกับเอกสาร PDF รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น
OCR บน OneDrive มือถือ ดึงข้อความจากภาพและ PDF ได้อัตโนมัติ
นอกจากนี้ OneDrive บนแอปมือถือทั้ง Android และ iOS ได้เพิ่มความสามารถ Optical Character Recognition (OCR) แบบในตัว
ฟีเจอร์นี้ช่วยแปลงข้อความจากภาพหรือไฟล์ PDF ให้อยู่ในรูปแบบที่ค้นหาและนำไปใช้งานต่อได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลสำคัญมาใช้ซ้ำ ลดขั้นตอนการพิมพ์ใหม่ และทำให้กระบวนการทำงานกับเอกสารรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

OCR สำหรับไฟล์ PDF ใน OneDrive เวอร์ชันมือถือ
ค้นหาไฟล์แบบออฟไลน์บน OneDrive มือถือ
OneDrive บน iPad รองรับการค้นหาไฟล์แบบออฟไลน์ (Offline Search) ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาไฟล์ที่ดาวน์โหลดไว้ล่วงหน้าได้ทันที เพียงค้นหาจากชื่อไฟล์ แม้ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ฟีเจอร์นี้ช่วยลดขั้นตอนการค้นหาแบบเดิมที่ต้องเปิดดูทีละโฟลเดอร์ เหมาะสำหรับการใช้งานระหว่างเดินทางหรือในช่วงเวลาที่ไม่สะดวกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
Semantic Search บน File Explorer สำหรับ Copilot+ PCs
บน Windows Microsoft เพิ่มความสามารถ Semantic Search ให้กับ OneDrive ใน File Explorer โดยผู้ใช้สามารถค้นหาไฟล์ด้วยการพิมพ์ “คำอธิบาย” ของสิ่งที่ต้องการ แทนการจำชื่อไฟล์แบบเดิม
ระบบจะแสดงผลลัพธ์ทั้งรูปภาพที่เกี่ยวข้องตามความหมาย (semantic results) และเอกสารที่ตรงกับคำค้น (lexical matches) จาก OneDrive ทั้งในเครื่องและบนคลาวด์ ช่วยให้ค้นหาไฟล์ได้รวดเร็ว แม่นยำ และตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น

การค้นหาเชิงความหมายใน File Explorer บน Copilot+ PC
เรียกใช้ Copilot วิเคราะห์ไฟล์ได้โดยตรง
Microsoft เพิ่มฟีเจอร์ Ask Copilot ในหน้า Home ของ File Explorer พร้อมไอคอนแบบ Hover ซึ่งขณะนี้เปิดให้ทดลองใช้งานในกลุ่ม Windows Insiders (Public Preview)
ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ไฟล์ OneDrive ล่าสุดได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ที่อยู่ในเครื่อง (Local) หรือบนคลาวด์ โดยไฟล์ทั้งหมดจะแสดงรวมกันใน File Explorer Home

ถาม Copilot ใน File Explorer
การทำงานร่วมกันที่ง่ายและปลอดภัย
ลิงก์เดียว จัดการสิทธิ์การเข้าถึงได้ครบ
Microsoft เปิดตัว Hero Link ซึ่งเป็นลิงก์เดียวสำหรับควบคุมการเข้าถึงไฟล์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์เนื้อหาได้รวดเร็ว พร้อมมองเห็นได้ชัดเจนว่าใครบ้างมีสิทธิ์ในการดู แก้ไข หรือส่งต่อไฟล์

ประสบการณ์การแชร์แบบใหม่ที่ช่วยให้คุณแชร์และจัดการการเข้าถึงได้ในที่เดียว
จัดการไฟล์ได้ง่ายขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของ
Microsoft อัปเดตฟีเจอร์ Transfer Ownership เพื่อช่วยให้องค์กรทำงานได้ต่อเนื่องแม้มีพนักงานออกจากระบบ โดยกำลังทยอยเปิดใช้งานแบบ General Availability ในอีกไม่กี่สัปดาห์
ผู้ดูแลสามารถ:
-
กรองไฟล์ตามสถานะการแชร์ได้
-
โอนย้ายไฟล์พร้อมคงสิทธิ์การเข้าถึงเดิม
-
จัดการผ่านการแจ้งเตือนทางอีเมลรูปแบบใหม่
การปรับปรุงนี้ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการไฟล์ และทำให้การส่งต่องานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

การปรับปรุงการโอนกรรมสิทธิ์ช่วยรักษาการอนุญาตการแชร์และความต่อเนื่องของการทำงานร่วมกัน
ปรับโฉม Document Library ใน SharePoint ใช้งานง่ายขึ้น
Microsoft ปรับปรุง SharePoint Document Library ใหม่ เพื่อให้การค้นหา จัดระเบียบ และจัดการไฟล์ทำได้ง่ายขึ้น โดยเพิ่มการเข้าถึง Custom Views และ Filters ได้สะดวกมากขึ้น พร้อมปรับแถบคำสั่ง (Command Bar) ให้เรียบง่าย รวมคำสั่งที่ใช้งานบ่อยไว้ใกล้มือ
นอกจากนี้ การตั้งค่าการแสดงผล เช่น Conditional Formatting และการจัดการด้วย Metadata ยังถูกรวมไว้ในเมนูเดียว ช่วยให้การใช้งานเป็นระบบและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานคลังเอกสารใน SharePoint
ทำงานได้ต่อเนื่องทุกที่ที่คุณอยู่
OneDrive Sync รองรับสูงสุด 1 ล้านรายการบน Windows
ขณะนี้ OneDrive Sync เปิดให้ทดลองใช้งาน (Public Preview) บน Windows โดยรองรับการซิงก์ไฟล์ได้สูงสุดถึง 1 ล้านรายการ ช่วยให้องค์กรจัดการ Document Library ขนาดใหญ่และคอนเทนต์ร่วมกันได้ในระดับสเกลสูง โดยยังคงเข้าถึงไฟล์ได้ต่อเนื่องทุกอุปกรณ์
ฟีเจอร์นี้ต้องใช้งานผ่าน OneDrive Insiders ring พร้อมข้อกำหนดด้านฮาร์ดแวร์และการตั้งค่าที่แนะนำ โดยอุปกรณ์ที่ไม่รองรับยังสามารถใช้งานได้ตามปกติที่ขีดจำกัดเดิม 300,000 รายการ โดยไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน
ปรับโฉมประสบการณ์ Sync บน macOS
Microsoft ยังปรับปรุง OneDrive Sync บน macOS ด้วยดีไซน์ใหม่ของ Activity Center และหน้าต่างระบบ (System Dialogs) ให้สอดคล้องกับประสบการณ์แบบ native บน Mac
การออกแบบใหม่ใช้เทคโนโลยีอย่าง SwiftUI และรองรับดีไซน์ Liquid Glass ของ macOS ช่วยให้การตรวจสอบสถานะซิงก์ ดูกิจกรรมล่าสุด และแจ้งปัญหาทำได้ชัดเจนและตอบสนองเร็วขึ้น โดยแสดงข้อมูลสำคัญก่อน และสามารถกดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เมื่อจำเป็น

ศูนย์กิจกรรมการซิงค์ OneDrive บน macOS
OneDrive บน iOS อัปเดต File Previewer ใหม่
ผู้ใช้สามารถเปิดดูไฟล์ Word, Excel และ PowerPoint ได้ทันทีภายในแอป โดยไม่ต้องดาวน์โหลดไฟล์ลงเครื่อง
ทุกการใช้งานยังอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลของ Microsoft 365 ช่วยให้เข้าถึงไฟล์ได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

โปรแกรมแสดงตัวอย่างไฟล์เวอร์ชันปรับปรุงใหม่สำหรับ iOS
คำสั่ง OneDrive ย้ายโฟลเดอร์ไป Cloud ได้ทันที
ผู้ใช้สามารถคลิกขวาที่โฟลเดอร์ใน File Explorer และย้ายทั้งโฟลเดอร์ไปยัง OneDrive ได้ทันที
ระบบจะคงโครงสร้างไฟล์เดิมไว้ทั้งหมด ช่วยให้การสำรองข้อมูล (Backup) หรือย้ายไฟล์จำนวนมากไปยังคลาวด์ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

ย้ายโฟลเดอร์ในเครื่องไปยัง OneDrive
ตั้งชื่อโฟลเดอร์ OneDrive แบบกำหนดเอง (GPO)
Microsoft เพิ่มนโยบาย GPO ให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดชื่อโฟลเดอร์ OneDrive Sync บนเครื่องผู้ใช้ได้เอง
ช่วยให้ชื่อโฟลเดอร์สั้นลง ลดปัญหา Windows file path ยาวเกินกำหนด
โดยยังคงชื่อที่แสดงใน File Explorer และ OneDrive Activity Center เหมือนเดิม ทำให้ผู้ใช้ไม่สับสนและใช้งานได้ต่อเนื่อง

GPO สำหรับการตั้งชื่อโฟลเดอร์ OneDrive แบบกำหนดเอง
ปกป้องข้อมูลและควบคุมการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
File-level Archive ใน SharePoint
Microsoft เพิ่มความสามารถ File-level archive ใน Microsoft 365 Archive (อยู่ในสถานะ Public Preview)
องค์กรสามารถย้ายไฟล์รายรายการจาก SharePoint sites ที่ยังใช้งานอยู่ ไปเก็บในพื้นที่จัดเก็บต้นทุนต่ำได้ โดยไม่กระทบต่อการทำงานของไซต์หลัก ช่วยลดค่าใช้จ่ายและจัดการข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานได้ดีขึ้น
นโยบายกำหนดอายุลิงก์ “People in your organization”
เพิ่มนโยบายสำหรับผู้ดูแลระบบ (Admin Policy) ให้สามารถกำหนดวันหมดอายุของลิงก์แชร์แบบ “People in your organization” ได้
ช่วยให้การแชร์ไฟล์มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยสามารถตั้งระยะเวลาได้ตามนโยบายองค์กร เช่น 30 วัน, 90 วัน หรือกำหนดเอง เพื่อให้สิทธิ์เข้าถึงถูกลบอัตโนมัติเมื่อหมดความจำเป็น
การอัปเดตทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องของ Microsoft ที่พัฒนาร่วมกับคอมมูนิตี้ผู้ใช้งานมายาวนาน เพื่อให้ OneDrive เป็นโซลูชันหลักสำหรับการจัดการไฟล์ใน Microsoft 365
เป้าหมายคือช่วยให้ทั้งบุคคลและทีมสามารถทำงานและทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ทั้งในด้านการเข้าถึงข้อมูล การจัดการไฟล์ และการรักษาความปลอดภัยของเอกสารในทุกขั้นตอนการทำงาน
สรุป
การอัปเดต OneDrive ครั้งนี้สะท้อนทิศทางชัดเจนของ Microsoft ที่ต้องการผลักดันให้การทำงาน “เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และปลอดภัยขึ้น” ผ่านการผสาน AI และ Collaboration เข้ากับระบบจัดเก็บไฟล์อย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับองค์กรและผู้ใช้งานทั่วไป นี่ไม่ใช่แค่การอัปเกรดฟีเจอร์ แต่คือการเปลี่ยนวิธีทำงานไปสู่ยุคใหม่ ที่ไฟล์และข้อมูลสามารถ “ช่วยทำงานแทนคุณ” ได้จริง
ที่มา techcommunity




